การบริหารจัดการความเสี่ยง
เป้าหมายและผลการดำเนินงาน

การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน






ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง
ความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจ
ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ธุรกิจโรงพยาบาลต้องเผชิญกับความเสี่ยงหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น กฎระเบียบด้านสาธารณสุขที่เข้มงวดขึ้น ความเสี่ยงจากการถูกฟ้องร้องทางการแพทย์ และภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจและความเชื่อมั่นของผู้รับบริการ อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ยังเปิดโอกาสให้บริษัทสามารถนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาปรับใช้ เช่น AI และ Big Data เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา Telemedicine เพื่อขยายการเข้าถึงบริการ และระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเสริมสร้างความแม่นยำในการดูแลผู้ป่วย
เพื่อรับมือกับความเสี่ยงและใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้น บริษัทมุ่งมั่นพัฒนากระบวนการบริหารความเสี่ยงให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น ISO 31000 และ COSO ERM เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ป่วย ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย พร้อมทั้งยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และธรรมาภิบาลเพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

แนวทางการบริหารจัดการและการสร้างคุณค่า
บริษัท ศิครินทร์ จำกัด (มหาชน) ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารจัดการความเสี่ยงในทุกมิติขององค์กร โดยได้พัฒนาแนวทางการบริหารความเสี่ยงที่ครอบคลุมทุกมิติ และดำเนินการตามระบบการบริหารความเสี่ยงเชิงบูรณาการ (Enterprise Risk Management: ERM) โดยบูรณาการกระบวนการบริหารความเสี่ยงเข้ากับกลยุทธ์องค์กร เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจ และการเติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance) และมาตรฐานสากล พร้อมทั้งตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียในทุกภาคส่วน นอกจากนี้ ศิครินทร์มีพันธกิจในการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
นโยบายและกรอบการบริหารความเสี่ยง
ศิครินทร์กำหนดนโยบายการบริหารความเสี่ยงที่ชัดเจน และยึดถือแนวปฏิบัติตามมาตรฐาน ISO 31000 และ COSO ERM Framework เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางในการระบุ ประเมิน จัดการ และติดตามความเสี่ยงที่ครอบคลุมทั้งความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ การดำเนินงาน การเงิน การปฏิบัติตามกฎหมาย และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG Risks)
- การบริหารความเสี่ยงเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของพนักงานทุกระดับ
- กระบวนการบริหารความเสี่ยงต้องบูรณาการกับการกำหนดกลยุทธ์ การวางแผนธุรกิจ และการดำเนินงาน
- ความเสี่ยงด้าน ESG ต้องได้รับการวิเคราะห์และประเมินเทียบเท่ากับความเสี่ยงด้านธุรกิจ
- มีระบบติดตาม ทบทวน และรายงานความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอและโปร่งใส
โครงสร้างการกำกับดูแลความเสี่ยง
การบริหารจัดการความเสี่ยงของบริษัท ศิครินทร์ จำกัด (มหาชน) ดำเนินการภายใต้โครงสร้างการกำกับดูแลที่ชัดเจน โดยมีการกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบเฉพาะ เจาะจงสำหรับแต่ละระดับขององค์กร เพื่อเสริมสร้างระบบการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับกลยุทธ์ และสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงในสภาพ แวดล้อมทางธุรกิจได้อย่างยั่งยืน
คณะกรรมการบริษัท มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบาย ทิศทาง และกรอบการบริหารความเสี่ยงในระดับองค์กร เพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์หลักของบริษัท รวมถึง อนุมัติระดับความเสี่ยงที่องค์กรสามารถยอมรับได้ (Risk Appetite) ติดตามการดำเนินงานด้านความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด และทบทวนความเหมาะสมของระบบบริหารความ เสี่ยงอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง นอกจากนี้ คณะกรรมการยังมีบทบาทในการส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ตระหนักรู้ถึงความเสี่ยงในทุกระดับชั้น
คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงองค์กร มีหน้าที่กำหนดแนวทาง กลยุทธ์ และแผนบริหารความเสี่ยงที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านกลยุทธ์ การดำเนินงาน การเงิน และความ เสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG Risks) รวมถึงประเมินและติดตามความเสี่ยงเชิงระบบและความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญต่อองค์กร ตลอดจนส่งเสริมให้การ บริหารความเสี่ยงถูกบูรณาการเข้ากับกระบวนการดำเนินงานในทุกหน่วยงาน และรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการบริษัทตามระยะเวลาที่กำหนด
คณะกรรมการบริษัท ได้กำหนดให้มีหน่วยงานบริหารความเสี่ยง โดยได้แต่ตั้งให้ผู้บริหารระดับสูง นายสุริยันต์ โคจรโรจน์ตําแหน่ง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ รับผิดชอบในการบริหารความเสี่ยงระดับปฏิบัติการ ซึ่งหน่วยงานบริหารความเสี่ยงนี้มีหน้าที่ในการนำนโยบายและแผนบริหารความเสี่ยงไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของหน่วยงานในความรับผิดชอบ รวมถึงส่งเสริมให้กระบวนการวางแผนและการตัดสินใจในหน่วยงานพิจารณาประเด็นความเสี่ยงอย่างรอบด้าน ดำเนินการติดตาม ประเมิน และพัฒนากระบวนการบริหารความเสี่ยงในหน่วยงานอย่าง ต่อเนื่อง และสนับสนุนการเสริมสร้างศักยภาพด้านการบริหารความเสี่ยงให้แก่บุคลากร พร้อมทั้งรายงานผลการดำเนินงานด้านการบริหารความเสี่ยงต่อคณะกรรมการบริหาร ความเสี่ยงองค์กรตามรอบระยะเวลาที่กำหนด
หน่วยงานปฏิบัติ และเจ้าของความเสี่ยง (Risk Owners) มีหน้าที่รับผิดชอบในการระบุ ประเมิน และบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดำเนินงานของตน อย่างเหมาะสม รวมถึงกำหนดและดำเนินมาตรการควบคุมความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพ ติดตามและปรับปรุงมาตรการควบคุมอย่างต่อเนื่อง จัดทำรายงานความเสี่ยงราย ไตรมาส หรือเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญที่อาจกระทบต่อองค์กร และประสานงานกับผู้บริหารเพื่อพัฒนาระบบควบคุมภายในให้แข็งแกร่ง
ฝ่ายตรวจสอบภายใน ทำหน้าที่ตรวจประเมินความเหมาะสมและประสิทธิผลของระบบการบริหารความเสี่ยง ตรวจสอบการปฏิบัติตามนโยบาย มาตรฐาน และระเบียบ ภายในที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยง รวมถึงให้ข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาและปรับปรุงระบบการบริหารความเสี่ยงให้รองรับการเปลี่ยนแปลงของบริบททางธุรกิจ อย่างยั่งยืน โดยรายงานผลการตรวจสอบต่อคณะกรรมการตรวจสอบและคณะกรรมการบริษัทอย่างเป็นระบบและโปร่งใส
สุดท้าย พนักงานทุกระดับในองค์กรมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการบริหารความเสี่ยงผ่านการ ปฏิบัติงานภายใต้กรอบนโยบายและแนวทางที่กำหนด มีความตระหนักรู้ในการระบุ วิเคราะห์ และรายงานความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากงานที่รับผิดชอบ ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมความเสี่ยง อย่างเคร่งครัด รวมถึงเข้าร่วมกิจกรรมอบรมและส่งเสริมความเข้าใจในด้านการบริหารความเสี่ยง อย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ พนักงานยังมีส่วนร่วมในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นความโปร่งใส การ เรียนรู้จากความผิดพลาด และการรับผิดชอบร่วมกันในการป้องกันและลดผลกระทบจากความเสี่ยง

กระบวนการบริหารความเสี่ยง
บริษัท ศิครินทร์ จำกัด (มหาชน) ดำเนินการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ โดยครอบคลุมกระบวนการหลักที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานในทุกระดับ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจะได้รับการระบุ ประเมิน จัดการ และติดตามอย่างเหมาะสมสอดคล้องกับเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ขององค์กร
กระบวนการเริ่มต้นจากการระบุความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์ปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการบรรลุเป้าหมาย ของบริษัท การระบุความเสี่ยงนี้ครอบคลุมทั้งปัจจัยด้านโครงสร้างองค์กร การดำเนินงาน ทรัพยากรบุคคล เทคโนโลยี ตลอดจนปัจจัยภายนอก เช่น แนวโน้มเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมาย กฎระเบียบ และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG Risks) การทำความเข้าใจบริบทขององค์กรอย่างลึกซึ้งจึงเป็น ขั้นตอนสำคัญในการวางรากฐานสำหรับการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิผล
หลังจากการระบุความเสี่ยง บริษัทดำเนินการประเมินความเสี่ยงโดยพิจารณาทั้งระดับความเป็นไปได้ในการเกิดขึ้น (Likelihood) และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น (Impact) ของแต่ละความเสี่ยง เพื่อจัดลำดับความสำคัญตามระดับความรุนแรงที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน กระบวนการประเมินนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติทางการเงินเท่านั้น แต่ยังครอบ คลุมผลกระทบต่อชื่อเสียงองค์กร ความปลอดภัยของผู้ป่วยและลูกค้า การปฏิบัติตามกฎหมาย และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมด้วย การประเมินความเสี่ยงอย่าง รอบด้านช่วยให้บริษัทสามารถจัดสรรทรัพยากรในการบริหารความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
เมื่อความเสี่ยงได้รับการประเมินแล้ว บริษัทดำเนินการกำหนดมาตรการบริหารความเสี่ยงที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงและบริบทของแต่ละกรณี โดยแนวทางการจัดการ ความเสี่ยงประกอบด้วยการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Avoidance) ในกรณีที่ความเสี่ยงนั้นมีความรุนแรงสูงและไม่สามารถยอมรับได้ การลดความเสี่ยง (Mitigation) ผ่านการพัฒนาแนวทางปฏิบัติหรือมาตรการควบคุมภายใน การโอนย้ายความเสี่ยง (Transfer) เช่น การทำประกันภัยหรือการจัดทำข้อตกลงสัญญา และการยอมรับ ความเสี่ยง (Acceptance) ในกรณีที่ระดับความเสี่ยงอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถบริหารจัดการได้ภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่ การเลือกแนวทางการตอบสนองต้องพิจารณาความคุ้มค่า (Cost-Benefit Analysis) อย่างรอบคอบเพื่อให้มั่นใจว่าการบริหารความเสี่ยงมีประสิทธิผลและมีความยั่งยืน
บริษัทให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการติดตามและทบทวนการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง โดยมีการติดตามสถานะของความเสี่ยงผ่านตัวชี้วัดความเสี่ยงหลัก (Key Risk Indicators: KRIs) ซึ่งกำหนดขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการเฝ้าระวังความเสี่ยงที่สำคัญ รวมถึงการทบทวนประสิทธิผลของมาตรการควบคุมและการบริหารความเสี่ยงอย่าง สม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถปรับปรุงและพัฒนาให้สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ในขั้นตอนสุดท้าย บริษัทให้ความสำคัญกับการสื่อสารและการรายงานความเสี่ยงอย่างโปร่งใสและเป็นระบบ โดยมีการจัดทำรายงานผลการบริหารความเสี่ยงนำเสนอต่อ คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงองค์กร และคณะกรรมการบริษัทตามรอบระยะเวลาที่กำหนด การสื่อสารดังกล่าวไม่เพียงแต่ช่วยให้ฝ่ายกำกับดูแลสามารถติดตามสถานะ ความเสี่ยงได้อย่างใกล้ชิด แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างมืออาชีพ และสอดคล้องกับแนว ปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับสากล
ความเสี่ยงคงเหลือที่มีลำดับความสำคัญสูงสุดสำหรับการติดตาม
การวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านความยั่งยืนที่อาจเกิดขึ้นใหม่
1. ความเสี่ยงจากแนวโน้มโครงสร้างประชากรโลกที่เปลี่ยนแปลง
ผลกระทบความเสี่ยง
โครงสร้างประชากรโลกในปัจจุบันส่งผลให้เกิดความผันผวนอย่างมีนัยสำคัญต่อความต้องการของผู้รับบริการ จากสถิติประชากรโลกพบว่า โครงสร้างประชากรได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยขั้นสุดยอด (Super-Aged Society) โดยประเทศไทยเป็น 1 ใน 3 ที่มีกลุ่มผู้สูงวัยหรือกลุ่ม Silver Age เติบโตเร็วที่สุดในโลก จำนวนประชากรผู้สูงวัยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่ประชากรวัยเจริญพันธุ์กลับลดน้อยลง ซึ่งประเทศไทยอยู่ในอันดับ 3 ของโลกที่มีอัตราการเกิดต่ำที่สุด โดยลดลงถึงร้อยละ 81 ในช่วง 74 ปี ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีอัตราการเกิดลดลงอีกในอีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจองค์กรที่เกี่ยวกับเด็กแรกเกิดจนถึงวัยรุ่น เช่น แผนกกุมารเวช แผนกสูตินารีเวช รวมถึงโรงพยาบาลกลุ่มเด็ก ที่มีสัดส่วนรายได้คิดเป็นร้อยละ 19 ของธุรกิจในกลุ่มโรงพยาบาล ทำให้มีความเสี่ยงต่อการลดลงของรายได้รวมและการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ หากไม่มีการปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร
- ติดตามข้อมูลการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรควบคู่กับข้อมูลเกี่ยวกับผู้รับบริการ เพื่อปรับกลยุทธ์และออกแบบการให้บริการที่สอดคล้องกับสถานการณ์ความต้องการของผู้รับบริการได้ทันท่วงทีและตอบสนองความคาดหวังของผู้รับบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ตระหนักถึงความสำคัญของบุคลากรที่เป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจที่ต้องปรับกลยุทธ์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในกลุ่มวิชาชีพการพยาบาลและกลุ่มพยาบาลกุมารเวช โดยส่งเสริมการสร้างสมรรถนะและเพิ่มขีดความสามารถในการ Upskill & Reskill เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพของผู้รับบริการในยุคสังคมดิจิทัล โดยสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ของกลุ่ม Nurse Society เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านพยาบาลเข้าสู่สังคมออนไลน์อย่างเป็นรูปธรรม ดำเนินไปในทิศทางที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงองค์กร
- ดำเนินโครงการ/บริการ (BeBetter Wellness Clinic) ซึ่งเป็นศูนย์ที่ให้บริการด้านสุขภาพแบบองค์รวมอย่างครบวงจร เน้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) และเวชศาสตร์ชะลอวัย โดยมีบริการด้านการตรวจสุขภาพ, การดูแลผิวพรรณ, ความงาม, การปรับสมดุลร่างกาย และการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี ช่วยให้ทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้นด้วยการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ไม่ใช่แค่รักษาโรค (Holistic Wellness)
2. ความเสี่ยงทางด้านเศรษฐกิจชะลอตัว
ผลกระทบความเสี่ยง
ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอาจกระทบการออมและการใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจเข้ารับบริการทางการแพทย์ โดยเฉพาะบริการที่มิใช่กรณีฉุกเฉินหรือสามารถเลื่อนได้ ขณะเดียวกัน ธุรกิจโรงพยาบาลยังเผชิญความท้าทายด้านการบริหารจัดการต้นทุนที่ทรงตัวในระดับสูง อาทิ ต้นทุนบุคลากร ค่ายาและเวชภัณฑ์ ต้นทุนพลังงาน และค่าใช้จ่ายในการยกระดับเทคโนโลยี/มาตรฐานบริการ ซึ่งอาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจและความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการแต่ละรายในระดับที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีการยกระดับบริการทางการแพทย์อย่างต่อเนื่องและมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ อีกทั้งมีข้อได้เปรียบด้านค่ารักษาพยาบาลที่แข่งขันได้ ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการรักษาความสามารถในการแข่งขันของภาคโรงพยาบาลในระยะยาว
- กระจายพอร์ตการให้บริการให้ครอบคลุมทั้งบริการทางเลือก บริการสุขภาพเชิงป้องกัน และการรักษาเฉพาะทางที่มีความไวต่อความผันผวนของความต้องการน้อยลง เพื่อรักษาเสถียรภาพของรายได้
- พัฒนารูปแบบแพ็กเกจ/แผนการรักษาที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่าและเพิ่มการเข้าถึงบริการ โดยบริหารระดับราคาการให้บริการอย่างเหมาะสม และสนับสนุนทางเลือกการชำระเงิน/การใช้สิทธิประกันสุขภาพเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้รับบริการ
- ยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและการควบคุมต้นทุนอย่างเป็นระบบ เช่น การบริหารต้นทุนยาและเวชภัณฑ์ การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการให้บริการ การบริหารตารางแพทย์และกำลังคนให้สอดคล้องกับปริมาณผู้ป่วย และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร/พลังงาน
- ดำเนินการบริหารความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานและการจัดซื้อจัดจ้างอย่างรัดกุม เพื่อลดความเสี่ยงจากต้นทุนผันผวนและความล่าช้าในการส่งมอบ รวมถึงเพิ่มความต่อเนื่องของเวชภัณฑ์สำคัญ
- ติดตามตัวชี้วัดเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้รับบริการอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดทำแผนรับมือเชิงสถานการณ์ (scenario planning) เพื่อปรับแผนการตลาด การให้บริการ และงบประมาณให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง
3. ความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการการแพร่ของโรคอุบัติใหม่
การแพร่ของโรคอุบัติใหม่อาจส่งผลให้ความต้องการบริการทางการแพทย์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของผู้รับบริการและบุคลากร ตลอดจนกระทบต่อความต่อเนื่องของการดำเนินงานและความพร้อมของเวชภัณฑ์ บริษัทจึงต้องปรับตัวให้เข้ากับการใช้เทคโนโลยีออนไลน์มากขึ้นเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน มีการจัดการและเตรียมทรัพยากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้งอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยและชีวอนามัยที่จำเป็นต่าง ๆ ไว้รองรับ พร้อมคู่มือการปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดการกรณีเกิดโรคระบาด เพื่อให้พนักงานใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ และรองรับความต้องการของผู้ใช้บริการที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาสู่บริการออนไลน์มากขึ้น เช่น การส่งยาไปที่บ้าน การให้บริการวัคซีนถึงบ้าน รวมถึงการพัฒนาระบบ Telemedicine เพื่อสื่อสารกับคนไข้ โดยสามารถดูแล ตรวจสอบประวัติ และติดตามอาการได้ ทั้งคนไข้ไทยและคนไข้ต่างชาติที่ไม่สามารถเดินทางมาพบแพทย์ได้ รวมถึงการพัฒนาศูนย์ wellness ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพ และการใช้เครื่องมือ/อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย เพื่อให้บริษัทคงความสามารถในการแข่งขันต่อไปได้
- จัดทำและทบทวนแผนความพร้อมด้านสาธารณสุขและการควบคุมการติดเชื้อ (infection prevention & control) รวมถึงคู่มือรองรับสถานการณ์โรคระบาด เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นมาตรฐานเดียวกันและลดความเสี่ยงต่อผู้รับบริการและบุคลากร
- เตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรที่จำเป็น เช่น อุปกรณ์ชีวอนามัย เวชภัณฑ์สำคัญ และการบริหารคลังสำรองตามระดับความเสี่ยง เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน
- ยกระดับความต่อเนื่องของบริการผ่านการใช้เทคโนโลยีและช่องทางบริการทางไกล (Telemedicine) รวมถึงบริการส่งยา/วัคซีนถึงบ้าน เพื่อลดความแออัดและเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการ
- ฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินและการสื่อสารภาวะวิกฤต (crisis communication) เป็นระยะ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้รวดเร็ว ลดการหยุดชะงัก และรักษาคุณภาพการดูแลรักษา
- ติดตามสถานการณ์โรคอุบัติใหม่และแนวโน้มสุขภาพร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการวางแผนกำลังคน การจัดสรรทรัพยากร และการปรับรูปแบบการให้บริการให้สอดคล้องกับสถานการณ์
4. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานและกฎระเบียบในอนาคต
บริษัท ศิครินทร์ จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจภายใต้การควบคุมจากกระทรวงสาธารณสุข หน่วยงานราชการอื่นที่เกี่ยวข้อง และตามใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล รวมถึงกฎหมายเกี่ยวกับบริษัทและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ในปัจจุบันการประกาศใช้กฎหมายมีแนวโน้มจะเข้มงวดมากขึ้น รวมถึงการประกาศใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกมาเพื่อการเก็บ รวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลต่าง ๆ รวมถึงข้อมูลผู้เข้ารับบริการ โดยกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้บริษัทเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลและมีหน้าที่จัดมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย การเข้าถึง เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจ รวมทั้งมีการแจ้งขอความยินยอมในการใช้/เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และรองรับสิทธิของเจ้าของข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนด
- ติดตามการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย กฎระเบียบ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ พร้อมประเมินผลกระทบเชิงปฏิบัติการและเชิงกลยุทธ์ เพื่อปรับปรุงนโยบาย/กระบวนการภายในให้สอดคล้องและลดความเสี่ยงด้านการไม่ปฏิบัติตาม (non-compliance)
- จัดให้มีระบบกำกับการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (compliance management) และการสื่อสารภายในองค์กร รวมถึงการอบรมบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เข้าใจข้อกำหนดและสามารถปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้อง
- กำหนดนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และจัดทำมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย การเข้าถึง หรือการเปิดเผยข้อมูลโดยมิชอบ รวมถึงกำหนดขั้นตอนการขอความยินยอมและการบริหารจัดการสิทธิของเจ้าของข้อมูลให้เป็นระบบ
- ดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคลและความมั่นคงปลอดภัยเป็นระยะ (เช่น การทบทวนการเข้าถึงข้อมูล การประเมินความเสี่ยงของระบบ/ผู้ให้บริการภายนอก) เพื่อยกระดับการควบคุมและลดโอกาสเกิดเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหล
- กำหนดแนวทางการรับมือเหตุการณ์ข้อมูล (incident response) และการรายงาน/การสื่อสารเมื่อเกิดเหตุ รวมถึงการทบทวนบทเรียนหลังเหตุการณ์ เพื่อปรับปรุงมาตรการป้องกันและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้เสีย
วัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยง
บริษัท ศิครินทร์ จำกัด (มหาชน) ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการปลูกฝังวัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยงในทุกระดับขององค์กร โดยมีความเชื่อมั่นว่าการสร้างวัฒนธรรม ที่ตระหนักรู้ถึงความเสี่ยงเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจให้บรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์อย่างยั่งยืน ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงและมีความ ไม่แน่นอนสูงขึ้นเรื่อย ๆ
เพื่อส่งเสริมการสร้างวัฒนธรรมดังกล่าว บริษัทได้ดำเนินการจัดกิจกรรมอบรมและสัมมนาด้านการบริหารความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ โดยมุ่งเน้นให้พนักงานทุกระดับเข้าใจ แนวคิด หลักการ และแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการระบุ การประเมิน การจัดการ และการติดตามความเสี่ยง นอกจากนี้ การอบรมยังครอบคลุมถึงประเด็นความเสี่ยง เฉพาะทาง เช่น ความเสี่ยงด้าน ESG ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของผู้ป่วย เพื่อให้บุคลากรสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ดังกล่าว กับงานที่รับผิดชอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การสื่อสารภายในองค์กรเกี่ยวกับความเสี่ยงและแนวทางการบริหารความเสี่ยงถือเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่บริษัทให้ความสำคัญเป็นพิเศษ บริษัทดำเนินการส่งเสริม ให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ และประสบการณ์เกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงระหว่างหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน และเสริมสร้างความเข้าใจ ที่ถูกต้องในประเด็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานในแต่ละบริบท
นอกจากนี้ บริษัทสนับสนุนให้พนักงานมีความกล้าและพร้อมที่จะรายงานความเสี่ยงหรือข้อผิดปกติที่พบเห็น โดยไม่ต้องกังวลถึงผลกระทบในเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นกับตนเอง ผ่านการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการเรียนรู้จากข้อผิดพลาดอย่างสร้างสรรค์ บริษัทเชื่อมั่นว่าการเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถ สื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงได้อย่างอิสระและปราศจากความกลัวจะช่วยให้การบริหารความเสี่ยงมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสามารถลดโอกาสเกิดเหตุการณ์ที่อาจ ส่งผลกระทบรุนแรงได้อย่างมีนัยสำคัญ

อบรมความรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงและการบริหารความเสี่ยง
บริษัท ศิครินทร์ จำกัด (มหาชน) ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารความเสี่ยงในทุกมิติขององค์กรและมุ่งมั่นสร้างวัฒนธรรมแห่งความตระหนักรู้ด้านความเสี่ยงให้หยั่งรากลึกในทุกระดับของ การดำเนินงานล่าสุด บริษัทได้จัดการอบรมการบริหารความเสี่ยงแก่ผู้บริหารและพนักงาน โดยถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่แสดงถึงพันธกิจขององค์กรในการขับเคลื่อนคุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืน
การอบรมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูงของบริษัทโดยตรง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทมองว่าการบริหารความเสี่ยงไม่ใช่เพียงหน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือ “วัฒนธรรมร่วมของทั้งองค์กร” ผู้บริหารยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาแนวคิดและทักษะของพนักงานในเชิงลึก เพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้การบริหารความเสี่ยงในชีวิตการทำงานประจำวันได้จริง
สาระสำคัญของการอบรม:
การคิดเชิงกลยุทธ์ด้านความเสี่ยง: ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ว่าการบริหารความเสี่ยงที่ดีไม่ใช่แค่ การตอบสนองต่อเหตุการณ์ แต่คือการวางแผนล่วงหน้า การมองเห็นภาพรวม และการตัดสินใจ อย่างมีวิสัยทัศน์ในทุกระดับขององค์กร
มุมมองแบบองค์รวม: การบริหารความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในงานโรงพยาบาลเท่านั้น แต่การอบรมยังครอบคลุมถึงความเสี่ยงด้านการเงิน การปฏิบัติงาน ภาพลักษณ์ และกฎหมาย เพื่อสร้างแนวทางการทำงานแบบบูรณาการข้ามหน่วยงาน
การฝึกปฏิบัติจากสถานการณ์จริง: ผ่านกิจกรรมเวิร์กช็อป ผู้เข้าร่วมได้ฝึกการวิเคราะห์เหตุการณ์จำลอง การประเมินผลกระทบ และการตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นรูปธรรมสำหรับสถานการณ์จริง
บทบาทของผู้นำในการสร้างวัฒนธรรมความเสี่ยง: การอบรมได้เน้นย้ำว่า ผู้นำมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการปลูกฝังพฤติกรรมเชิงป้องกัน ส่งเสริมการสื่อสารเปิดเผยเกี่ยวกับความเสี่ยง และสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้จากความผิดพลาด
สุดท้าย พนักงานทุกระดับในองค์กรมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการบริหารความเสี่ยงผ่านการ ปฏิบัติงานภายใต้กรอบนโยบายและแนวทางที่กำหนด มีความตระหนักรู้ในการระบุ วิเคราะห์ และรายงานความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากงานที่รับผิดชอบ ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมความเสี่ยง อย่างเคร่งครัด รวมถึงเข้าร่วมกิจกรรมอบรมและส่งเสริมความเข้าใจในด้านการบริหารความเสี่ยง อย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ พนักงานยังมีส่วนร่วมในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นความโปร่งใส การ เรียนรู้จากความผิดพลาด และการรับผิดชอบร่วมกันในการป้องกันและลดผลกระทบจากความเสี่ยง

การควบคุมคุณภาพการให้บริการ
ในการควบคุมคุณภาพการให้บริการ ศิครินทร์จะให้ความสำคัญสูงสุดกับการลดความเสี่ยง ในกระบวนการรักษาพยาบาลผู้ป่วย และความเสี่ยงในกระบวนการอื่นๆ จึงให้ความสำคัญเป็นอย่างมากต่อกระบวนการค้นหาความเสี่ยง การป้องกันความเสี่ยง และ การายงานความเสี่ยง โดยในแต่ลปี ศิครินทร์จะจัดทำ Hospital Risk Matrix เพื่อประเมินความเสี่ยงขององค์กร ผลการประเมิน ความเสี่ยงจะได้ Area ที่ต้องจัดมาตรการป้องกันความเสี่ยง หรือ 5 Areas ที่มีความเสี่ยงสูงสุด และโปรแกรมการปรับปรุง Hospital Matrix and KPI Selection
Procress Hospital Matrix and KPI Selection

ขั้นตอนการควบคุมคุณภาพ / ฝังการดำเนินการ
ในการควบคุมคุณภาพ ศิครินทร์จะใช้หลักการประกันคุณภาพ (Quality Assurance : QA) โดยการนำระบบ Hospital Accreditation ทั้งระดับโลก และระดับประเทศ มาเป็นมาตรฐานในการทำงาน ประกอบด้วย ระบบ Hospital Accreditation หลักๆ 3 ระบบ ประกอบด้วยมาตรฐาน JCI (Joint Commission International Accreditation) และมาตรฐาน CCPC (Critical Clinic Program Accreditation) ซึ่งเป็นมาตรฐานรับรองคุณภาพของ USA ที่ได้รับการเชื่อถือสูงสุดระดับโลก และมาตรฐาน คุณภาพของไทย หรือ Thailand Hospital Accreditation ซึ่งรับรองโดย สรพ. เป็นหน่วยงานอิสระที่ตั้งขึ้นมาเพื่อรับรอง มาตรฐานของโรงพยาบาลในประเทศไทย
มาตรฐาน JCI

มาตรฐาน HA
